สำนักงานพัฒนาการศึกษาและบริการ

หลักสูตรเฉพาะบุคคล (Individual Based Program: IBP)

กรอบการบริหารจัดการหลักสูตรให้นักศึกษาได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มศักยภาพตามกรอบปริญญาในแต่ละระดับ ประกอบด้วย 3 หลักสูตร

1) หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

2) หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  

3) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

หลักการและเหตุผล

หลักสูตรเฉพาะบุคคล (Individual Based Program: IBP) เป็นหลักสูตรที่เปิดกว้างให้นักศึกษาได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มศักยภาพตามกรอบปริญญาในแต่ละระดับโดยไม่ยึดติดกับหลักสูตรที่มีอยู่ การพัฒนาหลักสูตรนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติ เป็นอธิการบดี เนื่องจากขณะนั้นมีการเสนอเปิดหลักสูตรใหม่ให้สภาวิชาการพิจารณาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และหลักสูตรเก่าที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกปิดไป เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (รศ. ดร.สมชาย จันทร์ชาวนา) ร่วมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ริเริ่มแนวคิดในการเปิดหลักสูตรกลางของมหาวิทยาลัยขึ้น เป็นหลักสูตรที่สามารถรองรับนักศึกษาได้หลากหลาย และเป็นหลักสูตรที่สามารถปรับเข้าได้กับทุกสถานการณ์และความต้องการของนักศึกษา โดยที่มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นจะต้องเปิดหลักสูตรใหม่เรื่อย ๆ ดังนั้น จึงได้ดำเนินการสร้างหลักสูตรเฉพาะบุคคล (Individual Based Program: IBP) ขึ้นมา เป็นหลักสูตรที่ไม่ได้สังกัดคณะ แต่จะอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยโดยตรง หากคณะใดประสงค์จะนำหลักสูตรไปใช้ก็สามารถทำได้ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 เป็นต้นมา ในระยะแรกเพื่อรองรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้มีผู้สนใจเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาเพิ่มมากขึ้น

 

ปรัชญาของหลักสูตร

หลักสูตรมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางด้านวิจัย ออกแบบและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง การผลิตบัณฑิตของหลักสูตรนี้จะไม่เน้นปริมาณ ไม่มีเจตนาผลิตบัณฑิตในแต่ละรุ่นอย่างต่อเนื่อง แต่มีเจตนาที่จะคัดสรรนักศึกษาที่มีคุณลักษณะเฉพาะ นักศึกษาที่คิดว่าหลักสูตรทั่วไปไม่รองรับความต้องการที่จะเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งหลักสูตรจะผลิตบัณฑิตเฉพาะบุคคลเป็นรายๆ ไปตามคนสนใจ

 

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

หลักสูตร IBP ถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับผู้เรียนที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทาง หรือมีความสนใจเฉพาะด้านเป็นพิเศษ มีความต้องการของตนเองที่ชัดเจนและความต้องการนั้นไม่เหมาะสมกับหลักสูตรที่มีอยู่ใน มจธ. ทั้งในเรื่องของเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ (หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ไม่รองรับความต้องการของนักศึกษา) ทั้งนี้ ต้องมีอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่นักศึกษาสนใจทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา นักศึกษาจะเน้นเรียนไปศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งหรือบูรณาการหลายศาสตร์ได้

 

คุณสมบัติของผู้เรียน

คุณสมบัติและคุณลักษณะของผู้เรียนที่ควรมี คือ มีบุคลิกลักษณะอยากรู้ อยากเห็น ใฝ่เรียนรู้ ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถกำหนดเป็นคุณสมบัติได้ ดังนี้

1. ผู้เรียนต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากการเรียนจากหลักสูตรนี้อย่างเป็นรูปธรรม

2. ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการมีความรู้เรื่องอะไร รวมถึง competencies และ skills ที่จะได้รับ

3. ต้องมองเห็นอาชีพที่ตนต้องการจะทำในอนาคตหลังจากที่สำเร็จการศึกษา

4. สามารถออกแบบการเรียนการสอนด้วยตนเองโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำ

5. สามารถวางแผนการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

 

การคัดเลือกและสรรหานักศึกษา

ในการสรรหานักศึกษาอาจจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเริ่มที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยควรจะเข้าใจเจตนารมณ์ของหลักสูตรก่อนที่จะนำหลักสูตรไปใช้ การรับนักศึกษาจะต้องมีการสอบข้อเขียน และการสอบสัมภาษณ์ที่เข้มข้น ต้องสัมภาษณ์ทั้งผู้เรียนและผู้ปกครอง (กรณีที่เป็นนักศึกษาระดับ ป.ตรี) ผู้ปกครองต้องเข้าใจ ส่งเสริม และยอมรับความคิดเห็นของนักศึกษา ในการคัดเลือกนักศึกษาที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรนี้จึงต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ กระบวนการพิจารณารับเข้าศึกษาต้องให้แน่ใจได้ว่านักศึกษามีคุณสมบัติในการเข้าศึกษาในหลักสูตรนี้จริงๆ 

 

การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร

การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (Program Learning Outcome) กำหนดได้เป็นกรอบอย่างกว้างๆ เพราะผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรที่ชัดเจนจะต้องเกิดกับผู้เรียนในหลักสูตรเป็นรายๆ ไป หากคณะ / สถาบัน / บัณฑิตวิทยาลัย จะนำหลักสูตรไปใช้จะต้องเป็นผู้กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้เฉพาะของบุคคล (นักศึกษา) นั้นอีกครั้ง เพราะนักศึกษาและอาจารย์จะต้องร่วมกันวางแผนออกแบบการเรียนการสอนของตนเองและกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่จะได้หลังสำเร็จการศึกษา การกำหนดผลลัพธ์การเรียรู้ระดับหลักสูตร โดยมีวัตถุประสงค์ของการได้มาของผลลัพธ์การเรียนรู้ ที่มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน  6 ด้าน ดังนี้

1. ความรู้

2. ความสามารถในการค้นคว้า และดำเนินการวิจัย

3. ทักษะการคิด การออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิต

4. ทักษะความสามารถเฉพาะในศาสตร์ของตนเอง

5. ความสามารถในการสื่อสาร

6. จรรยาบรรณในวิชาชีพ

 

ตารางที่ 1 แสดงผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรเฉพาะบุคคล (Individual Based Program: IBP) ในแต่ละระดับการศึกษา

วท.บ.

วท.ม.

ปรด.

1.สามารถอธิบายองค์ความรู้ ทฤษฎี และระเบียบวิธี ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1.สามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎี ระเบียบวิธี และองค์ความรู้ที่ใช้ในการศึกษาในศาสตร์นั้น ๆ

1.สามารถใช้วิจารณญาณในการใช้ทฤษฎี  หรือสร้างทฤษฎีใหม่ ระเบียบวิธี และองค์ความรู้ ที่ใช้ในการศึกษาในศาสตร์นั้น ๆ

2.สามารถศึกษา ค้นคว้าและประยุกต์องค์ความรู้สำหรับการทำโครงงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เพื่อการพัฒนาความรู้ 

2.สามารถดำเนินการวิจัย และพิสูจน์องค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2.สามารถดำเนินการวิจัย และสร้างหรือพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3.มีทักษะวางแผน ปฏิบัติ ประเมินผล แก้ไขการเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา

3.มีทักษะในการสังเคราะห์สิ่งใหม่อย่างเป็นระบบ  ออกแบบและวางแผนภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา

3.มีทักษะในการสังเคราะห์ สิ่งใหม่อย่างเป็นระบบ  ออกแบบและวางแผน มีทักษะในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 

4.สามารถแสดงทักษะและองค์ความรู้ตามสาขาวิชาของตนเอง

4.สามารถแสดงทักษะและองค์ความรู้ตามความเชี่ยวชาญของตนเอง

4.สามารถแสดงทักษะและองค์ความรู้ที่เป็นเลิศตามความเชี่ยวชาญของตนเอง

5.สามารถสื่อสารด้วยการพูดและเขียนได้ในระดับที่นำเสนอผลงานได้

5.สามารถสื่อสารด้วยการพูดและเขียนได้ในระดับที่ดี และนำเสนอผลงานระดับชาติได้

5.สามารถสื่อสารด้วยการพูดและเขียนได้ในระดับที่ดีเลิศ และนำเสนอผลงานระดับนานาชาติได้

6.สามารถปฏิบัติตามหลักการของจรรยาบรรณในสาขาวิชานั้น ๆ และคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

6.สามารถปฏิบัติตามหลักการของจรรยาบรรณในสาขาวิชานั้น ๆ และคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

6.สามารถปฏิบัติตามหลักการของจรรยาบรรณในสาขาวิชานั้น ๆ และคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

การเรียนการสอน

การเรียนการสอนของหลักสูตร สิ่งแรกที่นักศึกษาต้องดำเนินการ คือ

1. นักศึกษาต้องออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design ) ของตนเองร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา นักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรจะได้รับการดูแลจากอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างน้อย 3-5 ท่าน เพื่อให้ครอบคลุมในสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียน อาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำการเรียนการสอน ควบคุมคุณภาพการศึกษา และดูแลนักศึกษาในภาพรวมตลอดระยะเวลาการศึกษา รวมทั้งช่วยสะท้อนให้เห็นการพัฒนานักศึกษาในภาพใหญ่ นอกจากนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจะดูเนื้อหารายละเอียดที่นักศึกษาจะต้องเรียน โดยที่อาจารย์และนักศึกษาต้องร่วมกันคิดออกแบบการเรียนการสอนตั้งแต่ต้น จากนั้น จะต้องมีการประชุม วางแผนอย่างต่อเนื่องหรืออย่างน้อยภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนแผนได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์

2. นักศึกษาสามารถเลือกเรียนได้ทุกวิชาที่เปิดสอนใน มจธ. รวมทั้งหากมีวิชาอื่นที่นักศึกษาสนใจและเป็นประโยชน์ที่เปิดสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น นักศึกษาสามารถขอลงทะเบียนเรียนข้ามสถาบันได้เช่นกัน  การที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่เปิดสอนร่วมกันนักศึกษาคนอื่นๆ ใน มจธ. นักศึกษาสามารถเลือกที่จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนในห้องเรียนก็ได้ เนื่องจากนักศึกษามีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองถือว่าเป็นบุคคลที่มีสมรรถนะสูงกว่านักศึกษาในห้องเรียนปกติทั่วไป ซึ่งการเรียนการสอนในห้องเรียนเป็นการสอนสำหรับนักศึกษาทั่วไปที่ต้องมีลำดับขั้นตอนในการจัดกิจกรรมาการเรียนการสอนของห้องเรียนนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากนักศึกษาเลือกวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องส่งงานตามที่อาจารย์ผู้สอนมอบหมายพร้อมทั้งเข้าทดสอบให้ผ่านตามเกณฑ์ด้วย

3. หากนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษามีความเห็นตรงกันว่าวิชาที่เปิดสอนไม่ตรงกับความต้องการ นักศึกษาอาจจะเลือกเรียนเป็นรายวิชา Selected Topic หรือ Special Topic ได้

4. ลักษณะวิชาที่เรียนควรเป็นโครงงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เน้นการเรียนการสอนด้านการทำวิจัย ให้ผู้เรียนมีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หรือบางครั้งนักศึกษาอาจจะออกไปทำงานเพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ แต่นักศึกษาจะต้องแสดงให้เห็นให้ได้ว่าสิ่งที่ไปเรียนรู้หรือไปทำงานมาได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง เช่น ได้ความรู้เรื่องอะไร ได้ฝึกทักษะอะไร และมี competencies เพิ่มขึ้นอย่างไร การเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานเหมาะกับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหรือนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ในชั้นปี 3-4 จะทำนักศึกษาสามารถบริหารจัดการตนเองได้ดี นักศึกษาไม่จำเป็นต้องเข้าชั้นเรียนหรือทำกิจกรรมเหมือนนักศึกษาทั่วไป นักศึกษาสามารถทำกิจกรรมอะไรก็ได้ตามที่สนใจและนำผลลัพธ์ที่ได้มาเทียบกับวิชาต่างๆ ตามเกณฑ์การศึกษา ให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดได้ตั้งแต่ต้น

5. กรณีที่นักศึกษาเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองแล้วนำผลการเรียนรู้มาเทียบรายวิชา อาจารย์ที่ปรึกษาต้องหารือถึงวิธีการวัดและประเมินผล ต้องพิจารณาเทียบเท่าได้กับวิชาอะไร กี่หน่วยกิต จะได้เกรดอะไร  ต้องประเมินทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ให้นักศึกษาสะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการออกมา การให้เกรดในการสำเร็จการศึกษา ให้ดำเนินการตามเกณฑ์มาตรฐานปกติทั่วไปในแต่ละระดับ

 

การนำหลักสูตรไปใช้ในระดับบัณฑิตศึกษา

โดยเริ่มที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยควรจะเข้าใจเจตนารมณ์ของหลักสูตรก่อนที่นำหลักสูตรไปใช้ ในระดับบัณฑิตศึกษาควรเป็นแผนการเรียนที่เน้นการทำวิจัย หากจะมีวิชาเรียนขึ้นอยู่กับความสนใจของนักศึกษาหรืออาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้เรียน รายวิชาที่เรียนเพิ่มเติมจะบันทึกหรือไม่บันทึกในใบรายงานผลการศึกษา (Transcript) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการจัดการ เพราะในการสำเร็จการศึกษาจะดูที่หน่วยกิตวิทยานิพนธ์ ในระดับปริญญาโทต้องทำวิจัย 36 หน่วยกิต และในระดับปริญญาเอกต้องทำวิจัย 48 หน่วยกิต ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะมีคุณสมบัติและศักยภาพในการทำวิจัย ที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่รวมถึงเกิดทักษะการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่หากประสงค์จะรับนักศึกษาเข้าเรียนในแผน ข ต้องกำหนด Quality Framework ให้ชัดเจน เพราะการเรียนในแผน ข จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเจตนารมณ์ของหลักสูตรได้ง่าย การนำหลักสูตรไปใช้ในระดับบัณฑิตศึกษาจะทำได้ง่ายกว่าระดับปริญญาตรี เพราะระดับบัณฑิตศึกษาเน้นเรื่องการทำวิจัยเป็นหลัก การที่คณะต่างๆ จะนำหลักสูตรไปใช้ ควรพิจารณาเกณฑ์ อย่างน้อย 3 ข้อ ได้แก่

1) นักศึกษามีความสนใจเรียนในด้านที่หลักสูตรทั่วไปไม่รองรับ และนักศึกษาต้องมีวุฒิภาวะในการบริหารจัดการตนเองได้ดี

2) ผู้สอนมีความเชี่ยวชาญในด้านที่ผู้เรียนสนใจ โดยสามารถให้คำปรึกษา แนะนำ ให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังได้

3) หลักสูตรนี้ไม่มีเปิดสอนใน มจธ.

 

แต่ทั้งนี้ การนำหลักสูตรไปใช้ไม่ควรเปิดสอนในศาสตร์เดิมซ้ำๆ ที่ต่อเนื่องและยาวนาน เพราะนั่นหมายความว่าคณะควรเปิดเป็นหลักสูตรปกติที่รองรับนักศึกษาทั่วไปได้

ติดต่อเรา